Category: การใช่ผลผลิตจากกล้วย


โรคกล้วนอกจากแมลงซึ่งเป็นศัตรูแล้ว กล้วยยังอาจเป็นโรคต่างๆ อีกด้วย เช่น
1. โรคตายย พราย เกิดจากเชื้อรา มักจะเป็นกล้วยที่มีอายุ 4 – 5 เดือนขึ้นไปโดยจะเห็นทางสีเหลืองอ่อนตามก้านใบของใบล่างหรือใบแก่ก่อน ต่อมาปลายใบหรือขอบใบจะเริ่มเหลืองและขยายออกไปอย่างรวดเร็วจนเหลืองทั่วใบ ใบอ่อนจะมีอาการเหลืองไหม้ หรือตายนิ่งและบิดเป็นคลื่น ใบกล้วยจะหักพับบริเวณโคนก้านใบ ใบยอดจะเหลืองตั้งตรงเขียวอยู่ในระยะแรกต่อมาก็ตายไปเช่นกัน กล้วยที่ติดเครือจะเหี่ยว ผลลีบเล็กไม่สม่ำเสมอ หรือแก่ก่อนกำหนด เนื้อฟ่ามชืด บางกรณีใบกล้วยจะหักพับที่โคนใบโดยไม่แสดงอาการใบเหลือง หรือเหลืองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าตัดลำตันตามขวางจะพบเนื้อในของกาบใบบางส่วนเป็นสีน้ำตาลแดงและอาจมีเส้นใยของเชื้อราให้เห็นบ้าง

การป้องกันและกำจัด
1. โรคนี้เป็นมากกับกล้วยน้ำว้าและกล้วยหอมทอง ควรปลูกกล้วยไข่หรือกล้วยหักมุกแทน
2. ในพื้นที่ปลูกอย่าให้มีน้ำขังแฉะ เพราะจะทำให้กล้วยเจริญได้ไม่เต็มที่ ทำให้อ่อนแอเป็นโรคง่ายโดยเฉพาะดินที่เป็นกรด จะต้องใช้ปูนขาวปรับสภาพดินให้เป็นกลางเสียก่อน
3. ตัดทำลายต้นที่มีเป็นโรคด้วยการเผาทิ้ง
4. ใส่ปุ๋ยที่มีแร่ธาตุฟอสเฟตและโปแตสเซียมสูง และไม่ควรใส่ปุ๋ยที่มีแร่ธาตุไนโตรเจนมาก
5. คัดเลือกหน่อพันธุ์กล้วยจากแหล่งที่ไม่มีโรคนี้ หรืออย่างน้อยจากกอที่ไม่เป็นโรค

2.โรคเหี่ยวของกล้วย เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย จะพบอาการเหี่ยวบนใบอ่อนๆของกล้วย และมีอาการหักตรงก้านใบ อาการเหี่ยวจะระบาดอย่างรวดเร็ว หน่อกล้วยที่กำลังจะแตกยอดมีสีดำ ยอดปลีแคระแกร็นและจะตายในที่สุด แสดงอาการคล้ายโรคตายพราย แต่เมื่อตัดดูลักษณะภายในลำต้นจะเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลแดง พบบริเวณไส้กลางต้นและจะขยายไปยังกาบ ก้านใบและไปยังเครือกล้วย ผล หน่อ ตากล้วยจะเหลืองและตายไปในที่สุด ภายในจะพบว่าเนื้อเยื่อเน่าตายเป็นช่องว่าง เมื่อตัดกล้วยอ่อนที่เป็นโรคแช่ในน้ำ โรคกล้วยนอกจากแมลงซึ่งเป็นศัตรูแล้ว กล้วยยังอาจเป็นโรคต่างๆ อีกด้วย เช่น
โรคตายพราย เกิดจากเชื้อรา มักจะเป็นกล้วยที่มีอายุ 4 – 5 เดือนขึ้นไป โดยจะเห็นทางสีเหลืองอ่อนตามก้านใบของใบล่างหรือใบแก่ก่อน ต่อมาปลายใบหรือขอบใบจะเริ่มเหลืองและขยายออกไปอย่างรวดเร็วจนเหลืองทั่วใบ ใบอ่อนจะมีอาการเหลืองไหม้ หรือตายนิ่งและบิดเป็นคลื่น ใบกล้วยจะหักพับบริเวณโคนก้านใบ ใบยอดจะเหลืองตั้งตรงเขียวอยู่

ในระยะแรกต่อมาก็ตายไปเช่นกัน กล้วยที่ติดเครือจะเหี่ยว ผลลีบเล็กไม่สม่ำเสมอ หรือแก่ก่อนกำหนด เนื้อฟ่ามชืด บางกรณีใบกล้วยจะหักพับที่โคนใบโดยไม่แสดงอาการใบเหลืองหรือเหลืองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าตัดลำตันตามขวางจะพบเนื้อในของกาบใบบางส่วนเป็นสีน้ำตาลแดง และอาจมีเส้นใยของเชื้อราให้เห็นบ้าง

การป้องกันและกำจัด
1.โรคนี้เป็นมากกับกล้วยน้ำว้าและกล้วยหอมทอง ควรปลูกกล้วยไข่หรือกล้วยหักมุกแทน
2. ในพื้นที่ปลูกอย่าให้มีน้ำขังแฉะ เพราะจะทำให้กล้วยเจริญได้ไม่เต็มที่ ทำให้อ่อนแอเป็นโรคง่ายโดยเฉพาะดินที่เป็นกรด จะต้องใช้ปูนขาวปรับสภาพดินให้เป็นกลางเสียก่อน
3. ตัดทำลายต้นที่มีเป็นโรคด้วยการเผาทิ้ง
4.ใส่ปุ๋ยที่มีแร่ธาตุฟอสเฟตและโปแตสเซียมสูง และไม่ควรใส่ปุ๋ยที่มีแร่ธาตุไนโตรเจนมาก
5. คัดเลือกหน่อพันธุ์กล้วยจากแหล่งที่ไม่มีโรคนี้ หรืออย่างน้อยจากกอที่ไม่เป็นโรค

3.โรคใบจุดของกล้วย เกิดจากเชื้อราหลายชนิด แต่ละชนิดอาการบนใบแตกต่างกันดังนี้
3.1 ลักษณะอาการเป็นขีดสีน้ำตาลแดงสั้นๆ ขนานไปกับเส้นใบ บางครั้งจะกระจายไปทั่วทั้งใบและขยายไปทางกว้าง ทำให้เกิดอาการใบจุดและผลลามติดต่อกันทำให้เกิดอาการใบไหม้ โดยมากเกิดจากริมใบเข้าไป แผลมีสีน้ำตาลอ่อน ขอบผลมีสีน้ำตาลเข้ม พบทุกระยะการเจริญเติบโต โดยมากเป็นกับกล้วยน้ำว้าทำให้จำนวนหวีน้อยลง ขนาดผลเล็กลง
การเบนโมมิลผสมไวท์ออยย์ ฉีดพ่น
3.2 ลักษณะอาการใบจุดรูปไข่สีน้ำตาล มักเกิดกับกล้วยไข่ บนใบจะเห็นแผลมีลักษณะรูปไข่สีน้ำตาลอ่อนปนเทา ถัดเข้ามาเส้นวงสีน้ำตาลเข้ม และมีวงสีเหลืองล้อมรอบแผลอีกชั้นหนึ่ง การแผ่ขยายของแผลจะเป็นไปตามความยาวของเส้นใบ การป้องกันและกำจัด ตัดใบที่เป็นโรคออกจากแปลงแล้วทำลายทิ้งและฉีดพ่นด้วป้องกันและกำจัด ตัดใบกล้วยที่เป็นโรคนำไปเผาไฟทิ้งและฉีดพ่นด้วยสารเคมี ค็อปเปอร์ อ็อกซีคลอไรด์ ผสมสารจับใบฉีดพ่น 2 – 3 ครั้งต่อเดือนหรือใช้สารเคมีแมนโคเซบหรือยสารเคมีแมนโคเซบ หรือแคบแทน
3.3 ลักษณะอาการใบจุดกลมรี ทั้งขนาดเล็ก – ใหญ่ แผลสีน้ำตาล ขอบแผล มีสีน้ำตาลเข้มล้อมรอบด้วยบริเวณสีเหลือ ตรงกลางแผลมีส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อราสีดำ เกิดเรียงเป็นวง มักเป็นกับกล้วยน้ำว้า

การป้องกันและกำจัด ให้ตัดใบกล้วยที่เหี่ยวแห้งคาต้นไปเผาไฟทิ้งและฉีดพ่นด้วยสารเคมี แมนโคเชบ

4. โรคยอดม้วน เกิดจากเชื้อไวรัส พาหนะนำเชื้อคือ เพลี้ย เชื้อโรคจะแพร่กระจายติดไปกับหน่อหรือส่วนขยายพันธุ์ต่างๆ อาการที่พบ คือในระยะแรกๆ จะปรากฏรอยขีดสีเขียว และจุดเล็กๆ ตามเส้นใบและก้านใบ ใบถัดๆ ไปจะมีขนาดเล็กลงสีเหลือง ใบม้วนที่ปลาย เมื่อโรคนี้ระบาดมากขึ้นต้นกล้วยจะแคระแกร็น ใบขึ้นร่วมกันเป็นกระจุกดอกและปลีของต้นที่เป็นโรคเจริญเติบโตอย่างช้าๆ เมื่อเกือบจะโผล่จะพองโตขึ้น บางคราวเมื่อโผล่ออกมาที่ยอด ทำให้ยอดปริ เครือเล็กจะใช้ประโยชน์ไม่ได้ถ้าต้นกล้วยเป็นโรคทุกๆหน่อที่เกิดมาก็จะเป็นโรคด้วย

ชโดยวิธีงจำเป็นการพรวนดิน จำไม่สมควรกระทำเพราะรากกล้วยมีระบบการแผ่กระจายอยู่ใกล้กับผิวดินมาก จึงควรเลี่ยงมาใช้การถากหรือถางวัชพืชจะดีกว่า ในการกล้วยเป็นส่วนใหญ่หากมีการปลูกพืชแซมในระหว่างแถว หรือพืชคลุมดินตระกูลถั่วเช่น ถั่วเขียว เป็นพืชคลุมดินระหว่างแถวกล้วยแล้ว นอกจากจะช่วยลดปัญหาเรื่องวัชพืช ยังเป็นการบำรุงดินอีกทางหนึ่งด้วย
การกำจัดวัชพืช
การกำจัดวัชพืชเป็นสิ่งเป็นต่อการกำจัดวัชพืช
การกำจัดวัชพืชเป็นสิ่งจำเป็นต่อการปลูกกล้วยมาก โดยเฉพาะพืชใบแคบจะแย่งอาหารเก่ง ทำให้กล้วยได้รับอาหารไม่เต็มที่ การเจริญเติบโตจะไม่ดี แต่ในการกำจัดวัชพืชโดยวิธีการพรวนดิน ไม่สมควรกระทำเพราะรากกล้วยมีระบบการแผ่กระจายอยู่ใกล้กับผิวดินมาก จึงควรเลี่ยงมาใช้การถากหรือถางวัชพืชจะดีกว่า ในการปลูก
การปลูกกล้วยมาก โดยเฉพาะพืชใบแคบจะแย่งอาหารเก่ง ทำให้กล้วยได้รับอาหารไม่เต็มที่ การเจริญเติบโตจะไม่ดี แต่ในการกำจัดวัชพืปลูกกล้วยเป็การกำจัดวัชพืช
การกำจัดวัชพืชเป็นสิ่งจำเป็นต่อการปลูกกล้วยมาก โดยเฉพาะพืชใบแคบจะแย่งอาหารเก่ง ทำให้กล้วยได้รับอาหารไม่เต็มที่ การเจริญเติบโตจะไม่ดี แต่ในการกำจัดวัชพืชโดยวิธีการพรวนดิน ไม่สมควรกระทำเพราะรากกล้วยมีระบบการแผ่กระจายอยู่ใกล้กับผิวดินมาก จึงควรเลี่ยงมาใช้การถากหรือถางวัชพืชจะดีกว่า ในการปลูกกล้วยเป็นส่วนใหญ่หากมีการปลูกพืชแซมในระหว่างแถว หรือพืชคลุมดินตระกูลถั่วเช่น ถั่วเขียว เป็นพืชคลุมดินระหว่างแถวกล้วยแล้ว นอกจากจะช่วยลดปัญหาเรื่องวัชพืช ยังเป็นการบำรุงดินอีกทางหนึ่งด้วย

นส่วนใหญ่หากมีการปลูกพืชแซมในระหว่างแถว หรือพืชคลุมดินตระกูลถั่วเช่น ถั่วเขียว เป็นพืชคลุมดินระหว่างแถวกล้วยแล้ว นอกจากจะช่วยลดปัญหาเรื่องวัชพืช ยังเป็การกำจัดวัชพืช
การกำจัดวัชพืชเป็นสิ่งจำเป็นต่อการปลูกกล้วยมาก โดยเฉพาะพืชใบแคบจะแย่งอาหารเก่ง ทำให้กล้วยได้รับอาหารไม่เต็มที่ การเจริญเติบโตจะไม่ดี แต่ในการกำจัดวัชพืชโดยวิธีการพรวนดิน ไม่สมควรกระการกำจัดวัชพืช
การกำจัดวัชพืชเป็นสิ่ต่อกรปลูกกล้วยมาก โดยเฉพาะพืชใบแคบจะแย่งอาหารเก่ง ทำให้กล้วยได้รับอาหารไม่เต็มที่ การเจริญเติบโตจะไม่ดี แต่ในการกำจัดวัชพืชโดยวิธีการพรวนดิน ไม่สมควรกระทำเพราะรากกล้วยมีระบบการแผ่กระจายอยู่ใกล้กับผิวดินมาก จึงควรเลี่ยงมาใช้การถากหรือถางวัชพืชจะดีกว่า ในการปลูกกล้วยเป็นส่วนใหญ่หากมีการปลูกพืชแซมในระหว่างแถว หรือพืชคลุมดินตระกูลถั่วเช่น ถั่วเขียว เป็นพืชคลุมดินระหว่างแถวกล้วยแล้ว นอกจากจะช่วยลดปัญหาเรื่องวัชพืช ยังเป็นการบำรุงดินอีกทางหนึ่งด้วย

ทำเพราะรากกล้วยมีระบบการแผ่กระจายอยู่ใกล้กับผิวดินมาก จึงควรเลี่ยงมาใช้การถากหรือถางวัชพืชจะดีกว่า ในการปลูกกล้วยเป็นส่วนใหญ่หากมีการปลูกพืชแซมในระหว่างแถว หรือพืชคลุมดินตระกูลถั่วเช่น ถั่วเขียว เป็นพืชคลุมดินระหว่างแถวกล้วยแล้ว นอกจากจะช่วยลดปัญหาเรื่องวัชพืช ยังเป็นการบำรุงดินอีกทางหนึ่งด้วย

นการบำรุงดินอีกทางหนึ่งด้วย

การปลูกกล้วย

แปลงสำหรับการปลูกกล้วยนั้น  ระยะห่างของการปลูกกล้วยในประเทศไทยนิยมปลูกให้มีระยะห่างระหว่างต้นในระยะ  3×3  เมตร5×5  เมตร  ไปจนถึง  10×10  เมตร ซึ่งแล้วแต่ว่าพันธุ์กล้วยที่นำมาปลูกนั้นมีขนาดเล็ก

ใหญ่มากน้อยแค่ไหน ชาวสวนที่จังหวัดนนทบุรีนิยมปลูกกล้วยแบบแปลงยกร่อง  ซึ่งทำให้พื้นที่ในปลูกกล้วยลดน้อยลง  ดังนั้นการปลูกกล้วยบนแปลงยกร่องจึงมักจะปลูกแบบชิด  โดยให้มีระยะห่างระหว่างแถวขนาด  2×3  เมตร

การปลูกกล้วยควรเลือกช่วงฤดูฝนจะเหมาะที่สุด  โดยเริ่มปลูกเมื่อแรกฤดูฝนมาเยือน

หลังจากนั้นประมาณ  1  เดือนฝนจะตกชุกมากขึ้น  กล้วยก็จะผลิยอดอ่อนและเติบโต

ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว การปลูกกล้วยอีกอย่างหนึ่ง  คือ  ช่วงที่กล้วยออกผลแล้ว  ซึ่งโดยธรรมชาติเมื่อกล้วยออกหน่อจะเริ่มแทงขึ้นมาใหม่  เมื่อเก็บผลแล้วชาวสวนจะเลือก

หน่อที่แข็งแรงสมบูรณ์  โดยเลือกหน่อใบดาบ(หน่อใบแคบ)  ที่สูงประมาณ 40-50  เซนติเมตรไปขยายพันธุ์ปลูกต่อไป

วิธีการปลูกกล้วย

ชาวสวนมีวิธีการปลูกกล้วยอยู่  2  ลักษณะด้วยกัน  คือ

1.ปลูกแบบแห้ง

2.ปลูกแบบน้ำ

การปลูกกล้วยแบบแห้ง

การปลูกกล้วยแบบแห้งจะเริ่มที่ชาวสวนลงมือกำจัดวัชพืชที่มีอยู่บนแปลงยกร่องจนหมด  จากนั้นขุดพลิกฟื้นดินใหม่ทั้งสวน  ปล่อยดินตากแดดไว้ประมาณ  1  สัปดาห์  จากนั้นจึงลงมือ

ขุดหลุมปลูกกล้วย การขุดหลุมปลูกกล้วยนิยมขุดหลุมให้มีขนาดประมาณ  20×20  เซนติเมตร  ลึกประมาณ  50  เซนติเมตร  ใช้ดินผสมกับปุ๋ยคอกรองก้นหลุมให้สูงประมาณ  20  เซนติเมตร  จากนั้นนำหน่อกล้วยที่ตัดรากออกหมดแล้วลงไปในหลุม  กลบดินพอหลวมๆ  ก่อนแล้วค่อยๆ  เหยียบดินรอบโคนต้นให้แน่น  จากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม

การปลูกกล้วยแบบน้ำ

การปลูกกล้วยแบบน้ำเป็นวิธีการปลูกกล้วยหอมทอง  ซึ่งจะไม่ขออธิบายในที่นี้  ถ้าท่านสนใจกรุณาอ่านได้จากหนังสือการทำกล้วยหอม  ซึ่งจะแนะนำวิธีการปลูกกล้วยแบบน้ำโดยละเอียด

ขั้นตอนการปลูกกล้วยน้ำว้ามีเพียงเท่านี้

ที่มา http://www.paktho.ac.th/student/m62549/marinee/p3.html

 
2. การคัดเลือกพันธุ์ปลูก

ส่วนต่าง ๆ จากต้นกล้วยที่ใช้ขยายพันธุ์ได้ มีดังนี้1.หน่ออ่อน

         เป็นหน่อที่มีอายุน้อยมากยังไม่มีใบ

2.หน่อใบแคบ

         เป็นหน่อที่มีใบบาง แต่เป็นใบเรียวเล็กชาวสวนเรียกว่า “หน่อดาบ”

3.หน่อใบกว้าง

         เป็นหน่อที่มีใบมาก เป็นใบโตกว้าง คล้ายใบจริง ส่วนมากเป็นหน่อขึ้นจากตาของเหง้าที่อยู่ใกล้ผิวดิน

4.เหง้า

         เป็นเหง้าหน่อที่โตแล้ว แต่ยังไม่ตกผล ตัดยอดหรือลำต้นออก แล้วจึงใช้ปลูก

5.ตา

           เหง้าของหน่อที่ตกผลแล้ว หรือยังไม่ตกผล ถ้ามีขนาดใหญ่โตพอ และมีหลายตาก็สามารถตัดเป็นชิ้น ๆ ให้แต่ละชิ้นมีตาที่ยังไม่ผลิอยู่ 1-2 ตา แต่ละชิ้นก็สามารถใช้เป็นหน่อพันธุ์ได้สะดวกกว่าอย่างอื่น

 

 

ที่มา     http://piak168.tripod.com/list4d/list2.html

ฤดูกาลปลูกกล้วยการปลูกกล้วยให้ได้ผลดี ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ซึ่งดินมีความชุ่มชื้นในช่วงฤดูฝนเหมาะสำหรับการเจริญเติบโตทางลำต้นและออกปลี จนสามารถเก็บเกี่ยวกล้วยได้ในช่วงปลายฤดูฝนพอดี แต่อย่างไรก็ตามสำหรับการปลูกกล้วยในเขตชลประทานที่มีน้ำเพียงพอ สามารถดำเนินการได้ตลอดเวลา

กล้วยที่กำหนดเวลาปลูกให้เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการของตลาดผู้บริโภค ได้แก่

1. กล้วยไข่ ควรได้ผลผลิตที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ในช่วงสารทไทย ไหว้พระจันทร์ ชาวสวนส่วนใหญ่จะเริ่มปลูกในราวเดือนเมษายน-พฤษภาคม ซึ่งจะทำให้สามารถเก็บเกี่ยวกล้วยได้ในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม

2. กล้วยหอม การปลูกกล้วยเป็นการค้าสำหรับตลาดภายในประเทศก็เช่นเดียวกันกับกล้วยไข่ เกษตรกรคาดหวังว่าจะเก็บเกี่ยวกล้วยขายในช่วงสารทไทย ไหว้พระจันทร์ และกินเจ ซึ่งจะทำให้ราคากล้วยสูงกว่าช่วงปกติ แต่สำหรับการผลิตกล้วยหอมเพื่อการส่งออกนั้น ส่วนใหญ่จะทำการผลิตในลักษณะรวมกลุ่มใหญ่ เพื่อผลิตกล้วยส่งให้ตลาดผู้ส่งออกอย่างต่อเนื่อง เช่น การผลิตกล้วยหอมทองของสหกรณ์การเกษตรท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น ซึ่งการผลิตจะต้องมีการวางแผนการผลิตให้สามารถเก็บเกี่ยวตามที่ตลาดส่งออกต้องการ

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม กล้วยเป็นไม้ผลล้มลุกที่สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้น โดยเฉพาะในสภาพที่อากาศคงที่ จะทำให้กล้วยเจริญเติบโตและให้ผลผลิตอย่างต่อเนื่อง ช่วงอากาศแห้งแล้งที่ยาวนาน หรือช่วงอากาศหนาวเย็น 2-3 เดือน มีผลต่อการชะงักการเจริญเติบโตของกล้วยได้ และทำให้ผลผลิตกล้วยต่ำลง ดิน ดินที่เหมาะสมต่อการปลูกกล้วย ควรเป็นดินที่มีค่าความเป็นกรดด่าง (pH) อยู่ระหว่าง 4.5-7 ที่เหมาะสมที่สุดคือ (pH) = 6 เป็นดินร่วนซุยมีความอุดมสมบูรณ์สูง ระบายน้ำดี ความชื้น พื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกกล้วย ควรมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยระหว่าง 50-100 นิ้ว/ปี จำนวนวันที่ฝนตกควรยาวนาน หากมีฝนตกในช่วงสั้น การปลูกกล้วยจะต้องให้น้ำชบประทานช่วยเพิ่มรักษาความชุ่มชื้นของดินเพิ่มขึ้น แต่ในพื้นที่มีฝนตกชุกควรทำการระบายน้ำให้แก่กล้วย ลม พื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกกล้วย ไม่ควรเป็นแหล่งที่มีลมแรงตลอดปี นอกจากจะทำให้ใบกล้วยฉีกขาดแล้ว อาจจะมีผลทำให้กล้วยหักกลางต้น (หักคอ) หรือโค่นล้มได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่กล้วยออกเครือแล้ว

ที่มา http://www.ku.ac.th/e-magazine/february44/agri/banana.html

 

ผลผลิตจากกล้วย

กล้วยเป็นอาหาร กล้วยกับการนำมาใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ กล้วยกับการนำมาใช้เป็นยารักษา

 

                                    

กล้วยเป็นอาหาร

      จะผิดไหมนะ ถ้าพูดว่า “คนไทยทุกคนรู้จักกล้วย” หรือ “คนไทยทุกคนเคยกินกล้วย”คิดว่าคงไม่ผิด นัก อย่างมากก็ถูกไม่หมด

      กล้วยที่พูดถึงอยู่นี้ หมายถึง พืชชนิดหนึ่ง จำพวกต้นเป็นกาบหุ้มแก่น ซึ่งเรียกว่า หยวกใบแบนยาว ดอกเป็นปลี รูปยาวเป็นวง เป็นพืชที่เราได้รับประโยชน์จากแทบทุกส่วนของมัน ไม่ว่าจะเป็น ต้น กาบ ก้าน ใบ ปลี ผล และแม้กระทั่งยางกล้วย จะเว้นอยู่ก็แต่ ราก และเหง้าเท่านั้น

      คน นอกจากกินทุกส่วนของกล้วยเป็นอาหารเช่นเดียวกับช้างแล้ว คนยังนำส่วนต่าง ๆ ของกล้วย มาใช้  ประโยชน์ต่าง ๆ อีกมากมาย

      ต้นกล้วย หรือหยวกกล้วย หรือกาบกล้วย   ใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง  เช่น  แกงกะทิ แกงเลียง แกงป่า ผัดเผ็ด ห่อหมก เป็นต้น

      ก้านกล้วย เมื่อปลอกเปลือกนอกที่แข็งและเหนียวออกแล้ว จะได้ไส้ในที่อ่อนนุ่มเป็นรูพรุนดั่งฟองน้ำ  มีรสหวานนิด ๆ นำไปหั่นละเอียดใส่เป็นส่วนผสมของอาหารจำพวก ลาบ ลู่ ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มปริมาณ และรสชาติ ได้เป็นอย่างดี

     ใบกล้วย หมายถึง  ใบอ่อน ส่วนที่ฝังอยู่ใจกลางลำต้นกินสด ๆ หรืออาจจะลวกให้นิ่ม จิ้มน้ำพริกกิน กับข้าวอร่อยดีนัก

     ปลีกล้วย   หลายท้องถิ่นนำมาจิ้มน้ำพริกกินกับข้าว ทั้งในรูปผักสด และผักต้ม  บางถิ่นนำมาหั่น ให้ฝอย เป็นผักเคียงกินกับขนมจีน หรือหมี่กะทิ ในขณะที่หลายท้องถิ่นนำไปประกอบอาหาร ประเภทยำ และประเภทต่าง ๆ

     ผลกล้วยดิบ   เรานำกล้วยดิบไปประกอบอาหาร ทั้งอาหารคาว และหวาน อาหารคาว เช่น กล้วยลูกอ่อนต้ม เป็นผักจิ้มน้ำพริก หรือหั่นเป็นแว่นบาง ๆ ดองเป็นผักจิ้ม ทำส้มตำกล้วย ทำแกงเผ็ด เครื่องเคียงแหนมเนือง เป็นต้น      อาหารหวาน  เช่น กล้วยลูกโตพอสมควรนำมาต้มแล้วปลอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นโรยมะพร้าวขูด และน้ำตาล หรือนำมาฝานบาง ๆ ทำเป็นกล้วยฉาบ เป็นต้น แต่ถ้าเป็นกล้วยที่ห่ามแล้วก็นำไปทำกล้วยปิ้ง กล้วยเผา กล้วยทับ ฯลฯ

      ผลกล้วยสุก   นอกจากเรากินกล้วยสุกในฐานะผลไม้อย่างดีชนิดหนึ่งแล้วเรายังนำกล้วยสุก ไปประกอบ หรือทำเป็นอาหารหวานชนิดต่าง ๆ ได้สารพัด เช่น กล้วยบวชชี กล้วยเชื่อม กล้วยแขก ข้าวเม่าทอด ข้าวต้มผัด กล้วยกวน ขนมกล้วย เป็นต้น นอกจากนี้อาจทำเป็นกล้วยคืนรูปโดยนำกล้วยสุก ไปลวกน้ำร้อน แล้วนำไปตากให้แห้ง เก็บไว้นาน ๆ เมื่อต้องการใช้ก็นำมาลวกน้ำร้อนอีกครั้งจะคืนสภาพ เหมือนกล้วยสุก ทั่วไป นำไปประกอบอาหารได้ตามวัตถุประสงค์

กล้วยกับการนำมาใช้ประโยชน์ด้านอื่น ๆ

      ต้นกล้วย ใช้ประโยชน์โดยตรงได้หลายอย่าง เช่น นำมาเสียบเรียงติดต่อกันหลาย ๆ ต้น ทำเป็นแพล่องไปในน้ำได้สบาย ๆ หรือไม่ก็ให้เด็กใช้ในการฝึกว่ายน้ำ  ในค่ายมวยหลายแห่งใช้ต้นกล้วยที่ตัดเครือแล้ว มาให้นักมวยฝึกซ้อมต่างกระสอบทรายไม่ว่าจะเตะ ต่อย ตีศอก ตีเข่า ได้ทั้งนั้น  ในภาคอีสานหลายจังหวัดใช้ต้นกล้วยผูกเชือกหัว-ท้าย      ลากในแปลงนาให้ผิวหน้าดินเรียบในการไถคลาดก่อนการหว่านกล้า บางแห่งใช้ต้นกล้วย และกาบกล้วยสด มาสลักหรือที่เรียกว่า การแทงหยวกประดับหีบศพ หรือเมร

      กาบกล้วย   นอกจากนำไปฉีกเป็นเส้นตากให้แห้งทำเป็นเชือกที่เรียกว่า เชือกกล้วย ใช้มัดสิ่งของต่างๆ  แล้วอาจนำมาสาน หรือถักทอ ประดิษฐ์เป็นของใช้ของตกแต่ง หรือของเล่นชนิดต่าง ๆ ได้  ผลกล้วย  กล้วยน้ำว้าสุก ฝานบาง ๆ ใช้ปิดรูรั่วหลังคาสังกะสี ทนเป็นปี ดีนักแล

      ใบกล้วย (ใบตอง)  ทั้งใบตองสดหรือใบตองแห้งนำมาใช้ประโยชน์ได้มากมาย  ใบตองสด สามารถนำมาทำกระทง  บายศรี หรือนำมาห่อขนมต่าง ๆ   หรือนำมารีดให้แห้งเพื่อนำมาใช้มวนบุหรี่สูบ

กล้วยกับการนำมาใช้เป็นยารักษาโรค

       บรรพบุรุษเผ่าพันธุ์ไทย มีภูมิปัญญาอันชาญฉลาด ได้นำส่วนต่าง ๆ ของกล้วยมาใช้รักษาโรค ซึ่งปัจจุบัน ยังคงใช้อยู่บ้าง เช่น ยางกล้วยใช้รักษาบาดแผลสด

       ถ้าเป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร  ใช้กล้วยหักมุกดิบบดเป็นผงรับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนชา วันละ 4 ครั้ง หรือใช้กล้วยน้ำว้าสุกงอม รับประทานครั้งละ 2 ผลก่อนอาหาร 1-2 ชั่วโมง วันละ 3 ครั้ง จะช่วยผ่อนคลายหนักเป็นเบาได้

       ถ้าท้องอืด ท้องเฟ้อ ใช้กล้วยสุกตากแห้งแล้วบดให้ละเอียด รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ 4 เวลา ก่อนอาหาร และก่อนนอน รับประทานติดต่อกันเป็นเวลา 7-10 วัน

       ถ้าเป็นบิดเรื้อรัง   ใช้กล้วยห่ามครึ่งผลผสมกับน้ำมะขามเปียก และเกลือ 1 ช้อนชา รับประทานวันละ 3 ครั้ง ๆ ละ 1 ช้อนชา

       ถ้าต้องการมีอายุวัฒนะ อาจใช้กล้วยสุกงอมกับน้ำผึ้งเดือนห้า รับประทานครั้งละ 1-2 ผล หรือกล้วย สุกงอมหนึ่งหวีผสมกับมะตูมสุก 5 ผล บดผสมกับน้ำผึ้งเดือนห้า ปั้นเป็นเม็ดเท่าเมล็ดพุทรา รับประทาน ครั้งละ 1-2 เม็ดก่อนนอน หรือใช้กล้วยน้ำ หรือกล้วยน้ำว้าสุกงอมแช่น้ำผึ้ง 20 วัน แล้วรับประทานวันละ 1 ผลเป็นต้น

       นอกจากจะใช้เป็นยารักษาโรคดังกล่าวมาแล้วกล้วยยังนำมาเสริมสร้างสุขภาพของมนุษย์ในด้านต่าง ๆ เช่น  คั้นน้ำจากต้นกล้วยใช้ทากันผมร่วงก็ได้ เปลือกกล้วยหอมสุกใช้ด้านในถูส้นเท้าหรือฝ่าเท้าที่แตก วันละ 3-4 ครั้ง  เหง้ากล้วยน้ำว้า 1 กำมือ ต้ม 10-15 นาที ดื่มวันละ 4-5 ครั้ง ทำให้ถ่ายปัสสาวะดีขึ้น

ที่มา http://www.paktho.ac.th/student/m62549/marinee/p3.html

การเจริญเติบโตของกล้วยและการดูแลรักษา  
กล้วยเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในประเทศไทย  ดังนั้นปัญหาการปลูกกล้วยแล้วกล้วยตายจึงพบน้อยมาก  หรือเกือบไม่มีเลย หลังจากชาวสวนลงหน่อกล้วยแล้ว  หน่อกล้วยก็จะเจริญเติบโตไปตามลำดับ

 และกว่ากล้วยจะเริ่มออกปลีเพื่อให้ผลนั้น  ใบกล้วยจะมีทั้งหมดประมาณ  60-70  ใบ

เริ่มตั้งแต่มีเกล็ด (ใบแคบ)  ประมาณ  10  ใบ  ใบกว้างประมาณ  35-50  ใบ  จากนั้น

จึงจะเริ่มเกิดช่อดอก (ออกปลี)  ซึ่งใบกล้วย  60-70  ใบนี้ค่อยๆ  แห้งไปตามอายุจนเหลือ

ใบที่แข็งแรงอยู่ไม่เกิน  10-50  ใบ

ใบใหม่ของกล้วยแต่ละใบจะเกิดจากกลางลำต้น  เมื่อใบที่เกิดและคลี่ใบกางออกเต็มที่แล้ว  ใบใหม่ก็จะเกิดต่อเนื่องในทุก  7  วัน

เมื่อกล้วยเริ่มเจริญเติบโต  และถึงแม้ว่ากล้วยจะเจริญเติบโตได้ดีในบ้านเรา

 แต่ชาวสวนมืออาชีพก็จะต้องไม่ปล่อยปละละเลยให้สวนกล้วยของตนเจริญเติบโต

ไปตามธรรมชาติ  ทั้งนี้เพราะการทำสวนกล้วยในเชิงธุรกิจจำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่องการ

บำรุงรักษาให้สวนกล้วยที่ลงทุนให้ผลกำไรที่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ดังนั้นหลังจากการปลูกกล้วยแล้ว  เจ้าของสวนจะต้องบำรุงดูแลรักษาเรื่องต่างๆ

 เหล่านี้ไปพร้อมๆ  กัน  คือ

1.การใช้พืชหรือวัสดุคลุมดิน

เนื่องจากกล้วยเป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก  ดังนั้นการเก็บกักน้ำใต้ดิน

ให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับชาวสวนมืออาชีพ

วิธีรักษาความชุ่มชื้นของดินให้คงอยู่มีอยู่หลายวิธี  นั่นคือ การปลูกพืช

คลุมดินไว้รอบๆ  สวน  ซึ่งพืชคลุมดินนี้จะเป็นอะไรก็ได้ที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในที่ร่มแดดรำไร

ชาวสวนมีวิธีคลุมดินที่ง่ายและเป็นธรรมชาติ  โดยใช้ใบตองแห้งที่ลอกออกมาจากลำต้น

  ตัดเป็นส่วนๆ  แล้วสุ่มไว้โคนต้นกล้วยนั่นเอง

           2.การกำจัดวัชพืชแบบไม่พรวนดิน

โปรดจำไว้ว่า  กล้วยนั้นเป็นพืชที่มีรากหาอาหารในระดับผิวดินและแผ่กระจายรอบๆ 

ข้างด้วยระบบรากตื้น  ดังนั้นในการกำจัดวัชพืชต้องระมัดระวังอย่าใช้วิธีการพรวนดินโดยเด็ดขาด

 ให้ใช้วิธีถางเป็นสำคัญ

3.จำกัดปริมาณหน่อกล้วย

ธรรมชาติของกล้วย  เมื่อเจริญเติบโตสมบูรณ์แล้วก็จะแตกหน่ออ่อน  ซึ่งหน่ออ่อนนี้วิทยาการสมัยใหม่ได้ศึกษาและได้บทสรุปแล้วว่า  หากมีปริมาณมากไปก็ไม่ให้ผลดีแก่ผลผลิตของกล้วยทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ด้วยเหตุนี้การทำลายหน่อกล้วยที่อ่อนแอหรือหน่อที่มีมากเกินไปจึงเป็นสิ่งจำเป็น

สำหรับชาวสวนอาชีพรุ่นใหม่  ที่จะต้องมีการกำจัดจำนวนหน่อกล้วยให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้

วิธีการทำลายหน่อกล้วย  ต้องทำลายหน่อในช่วงที่มีความสูงไม่เกิน  1  เมตร 

เพราะยังเป็นหน่อที่เล็ก  เมื่อทำลายแล้วไม่กระทบกระเทือนต้นแม่

วิธีการกำจัดหน่อกล้วยมีหลายวิธี

1. การใช้เสียมขุด แล้วขุดให้ขาดจากต้นแม่

2.  ปาดหน่อด้วยมีดคม

3.  ปาดหน่อแล้วคว้านเอาส่วนยอดของหน่อหรือจุดเจริญออก

4.การตัดแต่งใบกล้วย

เนื่องจากใบกล้วยจะมีใบเจริญเติบโตออกมาเรื่อยๆ  เมื่อใบใหม่ออกมา

ใบแก่ก็จะแห้งติดลำต้น  ชาวสวนจะต้องหมั่นลอกกาบ  และตัดแต่งใบกล้วยที่แห้งหรือ

ทำท่าว่าเป็นโรคออกเสมอๆ

การตัดแต่งใบกล้วยแก่  มีหลักการว่า  เมื่อใบใดแก่และแห้งเกินกว่าร้อยละ  50

 แล้ว  ควรควรตัดใบออก  ทั้งนี้เพราะใบแก่ที่แห้งไปร้อยละ  50  นี้ไม่มีประโยชน์

ในการทำหน้าที่ปรุงอาหารแล้ว

          5.การดูแลเครือกล้วย

เมื่อกล้วยเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว  ก็เริ่มให้ผลผลิตด้วยการออกเครือติดผล

เมื่อกล้วยติดผลกาบปลีจะหลุด  หากกล้วยติดผลแล้วกาบปลียังไม่ยอมหลุด 

เจ้าของสวนจะต้องดึงกาบปลีออก

มีข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งสำหรับชาวสวนก็คือ  เมื่อกล้วยออกผลแล้ว 

ก้านเกสรตัวเมียมักติดอยู่ที่ปลายผลกล้วย  โดยติดแห้งดำคาผลกล้วยอยู่อย่างนั้น

 เกสรตัวเมียนี้จะทำให้ผลกล้วยมีตำหนิ  จึงควรดึงออกเสียตั้งแต่ผลกล้วยยังเล็กๆ  อยู่

เมื่อกล้วยออกจนถึงหวีสุดท้ายแล้ว  ชาวสวนจะต้องตัดหัวปลีออก 

และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเชื้อราหรือเชื้อโรคอื่นๆ  ตามมา  เจ้าของสวนควรฉีดยากันรา

ในทันที

6.การคลุมถุงกล้วย

การคลุมถุงกล้วย  (Bagging)  หรือที่ชาวสวนเรียกว่า  ใส่กระโปรงกล้วยนี้ 

มีประโยชน์  2  อย่างในเวลาเดียวกัน  คือ

1.ช่วยเร่งให้ผลกล้วยแก่เร็วขึ้น

2.ป้องกันแมลงและสัตว์กินกล้วย

การคลุมถุงกล้วยเป็นการคลุมทั้งเครือ  ซึ่งใช้ถุงพลาสติกเจาะรูกว้างประมาณ 

 2  เซนติเมตร  มีระยะห่างประมาณ  7.5  เซนติเมตร  โดยปล่อยปลายถุงเปิดไว้

 7.การเก็บผลผลิตกล้วย

อาจารย์ถวิล  รักเหลือ  ข้าราชการครูและทำสวนกล้วยจำนวนมากได้อธิบายถึงการ

ดูผลกล้วยที่แก่จัด  หรือยังไม่แก่ว่า  กล้วยนั้นเมื่อแกจัดจะมีผลกลม  หากยังเป็นเหลี่ยมอยู่แสดงว่ายังแก่ไม่เต็มที่

ทางวิชาการได้มีการจัดทำมาตรฐานความแก่ของกล้วย  โดยสังเกตจากเหลี่ยมของผลกล้วย  ดั้งนี้

Full

หมายถึง                  ผลกล้วยที่แก่เต็มที่ร้อยละ  100  กล้วยที่แก่เต็มที่แบบนี้  ผลจะกลม  ไม่มีเหลี่ยม

Full 3/4

หมายถึง                  ผลที่มีเหลี่ยมแต่เหลี่ยมเหลือน้อยเต็มที  ผลกล้วยลักษณะนี้แก่ประมาณร้อยละ  90

Light Full 3/4

หมายถึง                  ผลกล้วยที่มีเหลี่ยมเห็นได้ชัดเจน  แก่ประมาณร้อยละ  80

Light 3/4

หมายถึง                  ผลกล้วยที่มีขนาดครึ่งหนึ่งของผลที่โตเต็มที่ 

มีความแก่ประมาณร้อยละ  70

 8.การเก็บกล้วย

หลังจากตกลงกับผู้รับซื้อแล้ว  เจ้าของสวนจะกำหนดวันตัดเครือกล้วย 

ซึ่งโดนปกติทั่วๆ ไปแล้วชาวสวนนิยมที่จะตัดเครือกล้วยในเวลาเช้า  จากนั้นนำไปพักไว้ในที่ร่มใต้หลังคาเพื่อรอการจัดส่งต่อไป 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กล้วยเป็นไม้ผลเขตร้อน ที่มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลสุกนอกจากจะใช้รับประทานเป็นผลไม้แล้ว ยังสามารถนำมาปรุงอาหารคาวหวาน และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปชนิดต่าง ๆ อีกหลายชนิด ได้แก่ กล้วยตาก ท๊อปฟี่ กล้วยทอด กล้วยบวชชีกระป๋อง กล้วยในน้ำเชื่อมกระป๋อง เป็นต้น 

ส่วนใบตองสดสามารถนำไปใช้ห่อของ ทำงานประดิษฐ์ศิลปต่าง ๆ ได้แก่ กระทง บายศรี ใบตองแห้งใช้ทำกระทงใส่อาหาร และใช้ห่อผลไม้ เพื่อให้มีผิวสวยงามและป้องกันการทำลายของแมลงก้านใบและกาบกล้วยแห้งใช้ทำเชือก กาบสดใช้สำหรับการแทงหยวกประกอบเมรุในการฌาปนกิจศพ หัวปลี (ดอกกล้วยน้ำว้า) ยังใช้รับประทานแทนผักได้ดีอีกด้วย สำหรับคุณค่าทางอาหาร กล้วยเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินเอ 

เนื่องจากกล้วยเป็นพืชที่ใช้ต้นทุนการผลิตต่ำอีกทั้งปลูกแล้วดูแลรักษาง่ายให้ผลผลิตเร็ว และเจริญเติบโตได้ดีในทุกภาคของประเทศไทย รวมทั้งตลาดยังมีความคล่องตัวสูงทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดส่งออก กล้วยจึงเป็นไม้ผลที่เกษตรกรควรพิจารณาปลูกเป็นการค้าทั้งในลักษณะพืชหลักหรือแซมพืชอื่น ๆ เป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง 

ที่มาhttp://www.jobpub.com/articles/showarticle.asp?id=2483

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.